ที่ดินประเภทใด สามารถเก็บภาษีบำรุงท้องที่ได้???
มาตรา 6 ในพระราชบัญญัติบำรุงท้องที่ กล่าวว่า
“ที่ดิน” หมายความว่า พื้นที่ดิน และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย
“เจ้าของที่ดิน” หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งมีกรรมสิทธิ์
ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน
อันอธิบายความว่า คือ ที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ก็คือ "ที่ดินของรัฐ" อันได้แก่
1.ที่ดินของรัฐและใช้ในประโยชน์ของรัฐ
2.ที่ดินของรัฐแต่นำไปหาผลประโยชน์จากประชาชน
3.ที่ดินของรัฐที่ออกเป็นกรรมสิทธิ์ให้ประชาชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครองครอง
4.ที่ดินของรัฐที่ให้ประชาชนครองครองหรือเข้าทำประโยชน์ แต่ไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองให้ประชาชน
5.ที่ดินของรัฐที่ถูกประชาชนบุกรุกหรือเข้าครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ผิดกฎหมาย)
ดังนั้นที่ดิน ตามเก็บภาษีบำรุงท้องที่ได้ คือที่ดินตาม ข้อ 2 และ ข้อ 3 ซึ่งอธิบายความต่อได้ว่า
***ที่ดินของรัฐ ที่นำไปหาผลประโยชน์ เช่น
-ที่ราชพัสดุให้ประชาชนเช่า
-ที่ สปก.ให้ประชาชนเช่า
-ที่ส่วนราชการ ที่ให้ประชาชนเช่า
***ที่ดินของรัฐที่ออกเป็นกรรมสิทธิ์ให้ประชาชนเป็นเจ้าของ
ก็คือ เอกสารสิทธิ์ที่ในดินต่างๆ ซึ่งที่สามารถเก็บภาษีบำรุงท้องที่ได้ มีดังนี้
1.โฉนดที่ดิน ให้รวมถึง โฉนดแผ่นที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" โฉนดที่ดิน
(น.ส.4 จ.) และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง(น.ส.ล.)
2.หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3)
3.หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)
4.แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)
ส่วนที่ดิน ไม่สามารถเก็บภาษีบำรุงท้องที่ได้ เช่น
-ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์
-ที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ
-ที่สปก.ที่รัฐให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ เช่น สปก4-01
หมายเหตุ ที่สปก.จะสามารถเก็บภาษีได้กรณีเดียวเท่านั้น คือ ที่สปก.ที่รัฐให้เช่า ซึ่งต้องมีสัญญาเช่า
จาก สนง.ปฏิรูปที่ดิน มายืนยัน
นอกจากนี้ยังมีที่ดินที่ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 8 ที่เจ้าของที่ดินไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดิน ดังต่อไปนี้
(1) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งพระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
(2) ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะ โดยมิได้หาผลประโยชน์
(3) ที่ดินของราชการส่วนท้องถิ่นที่ใช้ในกิจการของราชการส่วนท้องถิ่นหรือสาธารณะ โดยมิได้หาผลประโยชน์
(4) ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษา หรือการกุศลสาธารณะ
(5) ที่ดินที่ใช้เฉพาะศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัด ไม่ว่าจะใช้ประกอบศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือไม่ หรือที่ศาลเจ้า โดยมิได้หาผลประโยชน์
(6) ที่ดินที่ใช้เป็นสุสานและฌาปนสถานสาธารณะโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน
(7) ที่ดินที่ใช้ในการรถไฟ การประปา การไฟฟ้าหรือการท่าเรือของรัฐหรือที่ใช้เป็นสนามบินของรัฐ
(8) ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว
(9) ที่ดินของเอกชนเฉพาะส่วนที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ทางราชการจัดใช้เพื่อ สาธารณประโยชน์ โดยเจ้าของที่ดินมิได้ใช้หรือหาผลประโยชน์ในที่ดินเฉพาะส่วนนั้น
(10) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ในเมื่อประเทศไทยมีข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญาหรือความตกลง
(11) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่ทำการของสถานทูต หรือสถานกงสุล ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน
(12) ที่ดินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
***มีคำถาม จากเจ้าพนักงานจัดเก็บฯ ที่ถามว่าเคยเก็บภาษีมาทุกปี จะเก็บต่อได้ไหม หรือ ถ้าไม่เก็บจะทำให้
ไม่มีรายได้เข้าท้องถิ่นทำอย่างไร
ผมก็ไม่อาจจะตอบแทนท่านได้ว่าจะทำเช่นไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่าน ว่าจะทำให้การเก็บภาษีบำรุงท้องที่
ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
แต่ให้พึ่งระลึกไว้ว่า มาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ กล่าวว่า ผู้ใดเสียภาษีบำรุงท้องที่โดยไม่มีหน้าที่
ต้องเสีย หรือเสียเกินกว่าที่ควรต้องเสีย ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินคืน
นั่นหมายความว่า ท่านกำลังเก็บภาษีจากผู้ที่ไม่มีหน้าที่เสียภาษี
แล้วถ้าเป็นท่านเองล่ะ ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่ต้องเสียภาษีท่านยังอยากจะเสียอีกหรือไม่
เจ้าพนักงานจัดเก็บ หลายคนอาจจะบอกว่า ก็ประชาชนอยากเสียภาษีเอง
ใช่ครับ ก็เพราะเขาต้องการนำเอกสารใบเสร็จรับเงินที่เสียภาษีนี้ไปใช้เพื่อแสดงความเป็นเกษตรกร หรือแสดง
ความเป็นเจ้าของที่ดินในอนาคต หรือเอาไปกู้ยืม
และ เจ้าพนักงานจัดเก็บฯหลายคน ก็หาวิธีแก้ปัญหาการที่ประชาชนไม่มีหน้าที่เสียภาษี แต่ต้องการเสียภาษี
ด้วยวิธีให้ประชาชนทำหน้าแจ้งความประสงค์ขอชำระภาษีเองทั้งที่รู้ว่าไม่มีหน้าที่เสียภาษีและให้ยินยอมงดเว้น
สิทธิ์เรียกร้องใดๆทั้งสิ้น
แต่ท่านหารู้ไหมว่า...ท่านกำลัง หาความยุ่งยากใส่ตัวเอง
เพราะประชาชน หลายคน นำเรื่องที่ดินนี้ ขึ้นฟ้องศาล โดยใช้ ใบเสร็จรับเงินที่เสียภาษีนี้ไปยืนต่อศาล
พื่อขอออกโฉนดที่ดินหรือคดีพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน หรือฟ้องร้องกรณีกูยืม ซึ่งศาลจะตัดสินอย่างไรไม่รู้
แต่ถ้ามีการสืบพยานในชั้นศาลเมื่อไร ท่านผู้เป็นออกใบเสร็จรับเงิน ก็คือ พยานปากเอกที่ต้องไปให้การใน
ชั้นศาล ถึงแม้ท่านจะบอกว่าทำหนังสือแสดงความประสงค์ขอชำระภาษีไว้แล้ว ท่านไม่ต้องรับผิดชอบ ก็ใช่
ถูกต้องแล้วที่ท่านไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบกับการเป็นพยานในคดีไม่เกี่ยวกัน เมื่อศาลเรียกให้
ท่านไปเป็นพยาน เพื่อสืบคดี ท่านก็ต้องไป ซึ่งศาลภาษีอากรกลาง มีที่เดียว คือ กรุงเทพมหานคร
ซึ่งยอมมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเป็นพยานขอให้ท่านรู้เอาไว้ ท่านกำลังจะไปเป็นพยานในฐานะพยาน
ส่วนตัว ไม่ใช่พยานของรัฐ ไม่มีสิทธิ์เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการได้
(อันมีกรณีอุทาหรณ์สอนใจนี้เกิดกับเจ้าพนักงานจัดเก็บฯหลายคนมากแล้ว โดยประชาชนแจ้งให้ศาลเรียกไป
เป็นพยานในคดีพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินมาแล้ว ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเป็นพยานเอง)
***ฝากไว้ให้พิจารณาด้วยความหวังดี***
ยุทธศักดิ์ พบลาภ
ประธานชมรมนักจัดเก็บรายได้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย







